บทที่ 1
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการจัดการศึกษา
สำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ
ความหมายของเด็กพิเศษ (Special Child)
ทางการแพทย์
เด็กพิการ หมายถึง ผู้ที่มีความผิดปกติหรือผู้ที่มีความบกพร่อง ทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญาจิตใจเนื้อเยื่อ หรือระบบประสาท ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้ได้ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของเขาทำให้ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ดีเท่ากับคนปกติ
กระทรวงสาธารณสุข แบ่งประเภทของเด็กพิการเป็น 5 ประเภท ดังนี้
1. คนพิการทางการมองเห็น
2. คนพิการทางการได้ยินหรือการสื่อความหมาย
3. คนพิการทางกายหรือการเคลื่อนไหว
4. คนพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม
5. คนพิการทางสติปัญญาหรือการเรียนรู้
ทางการศึกษา
จะไม่ใช้คำว่า เด็กพิการ ยกเว้นกรณีที่จำเป็นจริง ๆ แต่จะใช้คำว่า “ เด็กที่มีความต้องการพิเศษ ” มาจากภาษาอังกฤษว่า Children with Special Needs หมายถึงเด็กที่มีความต้องการทางการศึกษาแตกต่างไปจากเด็กปกติ การให้การศึกษาสำหรับเด็กเหล่านี้จึงควรมีลักษณะแตกต่างไปจากเด็กปกติในด้านเนื้อหา วิธีการ และการประเมินผล
กระทรวงศึกษาธิการ จำแนกประเภทความพิการทางการศึกษา เป็น 9 ประเภท ดังนี้
1. เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น
2. เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
3. เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
4. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว
5. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
6. เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและการสื่อสาร
7. เด็กที่มีความบกพร่องทางอารมณ์และพฤติกรรม
8. เด็กออทิสติก
9. เด็กที่มีความพิการซ้อน
การศึกษาพิเศษ (Special Education)
หมายถึง การศึกษาที่จัดสำหรับเด็กปัญญาเลิศ เด็กปัญญาอ่อน เด็กที่มีความบกพร่องทางสายตา เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ เด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์ / พฤติกรรม เด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้และเด็กพิการซ้อน ซึ่งเด็กเหล่านี้ไม่อาจได้รับประโยชน์เต็มที่จากการศึกษาที่จัดให้กับเด็กปกติ ดังนั้นการศึกษาพิเศษจึงแตกต่างไปจากระบบการศึกษาปกติทั้งในด้านที่เกี่ยวกับวิธีการสอน ขบวนการเนื้อหาวิชา (หลักสูตร) เตรื่องมือ สื่อวัสดุการสอนที่จำเป็น ซึ่งต้องสนองตอบต่อความต้องการและความสามารถของแต่ละบุคคล
หากเด็กมีความพิการอยู่บ้าง แต่สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้โดยไม่มีอุปสรรคในการเข้าถึงการเรียนรู้ เช่นเด็กที่นิ้วมือด้วนเพียงนิ้วเดียว หรือตาบอดเพียงข้างเดียว ในทางการแพทย์อาจถือว่าเขาเป็นเด็กที่มีความบกพร่อง แต่ในทางการศึกษาไม่ถือว่าเด็กดังกล่าวเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เพราะเขาสามารถรับบริการทางการศึกษาในลักษณะเดียวกับที่จัดให้กับเด็กปกติได้ และไม่ต้องการบริการพิเศษแต่อย่างใด แต่ถ้าเขาตาบอดสนิททั้งสองข้างซึ่งไม่สามารถเรียนในโรงเรียนปกติได้ เพราะเขามองไม่เห็น เขาต้องเรียนรู้โดยใช้ประสาทสัมผัสด้านอื่น ดังนั้น การศึกษาที่จัดให้เขาควรเน้นการรับรู้ด้านการฟัง และการสัมผัส เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้อาจแตกต่างจากเด็กปกติ การศึกษาในลักษณะนี้จึงเป็นการศึกษาพิเศษ
ปรัชญาของการศึกษาพิเศษ
1. การจัดบริการพิเศษต้องกระทำอย่างฉับพลันทันทีที่ค้นพบความต้องการจำเป็นพิเศษของเด็ก
2. ความพิการบางประเภทควรถือว่าเป็นเพียงอาการมากที่จะเป็นความผิดปกติทางกายภาพและอาจปรากฏอยู่เพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น
3. เด็กพิเศษคนใดคนหนึ่ง อาจต้องการรูปแบบการจัดการศึกษาพิเศษที่แตกต่างกันไปตามช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของช่วงชีวิต
4. การจัดบริการสำหรับเด็กพิเศษ ต้องครอบคลุมตั้งแต่เด็กก่อนวัยเรียนจนถึงระดับมัธยมศึกษา
5. การจัดการศึกษาพิเศษในสภาพแวดล้อมที่ จำกัด น้อยที่สุด ตามความเหมาะสมย่อมเป็นการช่วยเหลือ สนับสนุนเด็กพิเศษได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยการจัดการศึกษาดังกล่าว จะต้องประสานความสามารถของครูปกติและครูการศึกษาพิเศษอย่างมีประสิทธิผล
รูปแบบการจัดการศึกษาพิเศษ
การจัดการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กพิการแต่ละประเภทนั้น สิ่งสำคัญสำหรับผู้ดำเนินการ คือ รูปแบบการจัดการศึกษา ซึ่งต้องทราบว่าควรจัดในรูปแบบใด จะช่วยให้การดำเนินการลุล่วงตามจุดหมายที่วางไว้รูปแบบของการจัดการบริการทางการศึกษาพิเศษมี ดังนี้
1. ชั้นเรียนปกติกับการให้คำปรึกษาแนะนำโดยครูการศึกษาพิเศษ นักเรียนจะลงทะเบียนเรียนในชั้นปกติเต็มเวลา บุคลากรฝ่ายการศึกษาพิเศษให้ความช่วยเหลือโดยการเฝ้าสังเกตนักเรียนในชั้นเรียนปกติแล้วให้คำปรึกษาแนะนำแก่ครูปกติ ในกรณีนี้นักการศึกษาพิเศษต้องเป็นนักวินิจฉัยที่ดี สามารถวิเคราะห์ปัญหาได้ถูกต้อง และให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์แก่ครูปกติได้
2. ชั้นเรียนปกติกับการให้คำปรึกษาแนะนำ พร้อมด้วยสื่อวัสดุอุปกรณ์พิเศษรูปแบบนี้เช่นเดียวกับรูปแบบข้างต้น แต่เพิ่มสื่อวัสดุอุปกรณ์พิเศษที่จำเป็นต้องใช้เป็นสื่อการสอน นักการศึกษาพิเศษจะต้องมีทักษะในการจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์พิเศษดังกล่าว
3. ชั้นเรียนปกติกับบริการครูเดินสอนในการจัดการศึกษาพิเศษรูปแบบนี้ นักเรียนจะลงทะเบียนเรียนในโรงเรียนใกล้บ้านทั้งนักเรียนและครูจะได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนโดยตรงจากบุคลากรฝ่ายการศึกษาพิเศษ ครูเดินสอนจะเดินทางไปพบนักเรียนและครูในโรงเรียนหลายแห่ง บริการรูปแบบนี้จึงเหมาะสำหรับเขตพื้นที่ที่ประชากรไม่หนาแน่น โรงเรียนต่าง ๆ เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก เด็กพิเศษในแต่ละโรงเรียนมีน้อย จึงไม่คุ้มกับการจัดครูการศึกษาพิเศษประจำในโรงเรียน และเด็กพิเศษอยู่ห่างไกลกันเกินกว่าที่จะสามารถเดินทางไปรวมกันในโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่งได้อย่างสะดวก ครูเดินสอนจะบริการนักเรียนตามตารางเวลาที่กำหนดหรือเมื่อมีความจำเป็น ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการจำเป็นของเด็กในขณะนั้นครูเดินสอนอาจจัดการเรียนการสอนนอก ชั้นเรียนหรือพบเด็กพิเศษในชั้นเรียนก็ได้นอกจากนั้นครูเดินสอนอาจทำหน้าที่เป็นครูผู้ช่วย โดยช่วยสอนเด็กปกติจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีความต้องการการซ่อมเสริมอย่างเดียวกันกับเด็กพิเศษ
4. ชั้นเรียนปกติกับการบริการห้องสอนเสริม นักเรียนลงทะเบียนเรียนในชั้นปกติ แต่ได้รับการสอนเพิ่มเติม หรือสอนซ่อมเสริมในห้องซ่อมเสริม รูปแบบนี้ต่างจากรูปแบบครูเดินสอน ในประเด็นที่นักเรียนจะได้รับความช่วยเหลือพิเศษมากขึ้นจากครูสอนเสริมตามเวลาที่กำหนด ครูสอนเสริมควรมีเวลาและสื่อการสอนอย่างเพียงพอ และได้รับการฝึกอบรมที่จำเป็นสำหรับการช่วยเหลือเด็กนักเรียนในห้องซ่อมเสริมและการให้ข้อเสนอแนะแก่ครูปกติในการช่วยเหลือนักเรียนในชั้นเรียนปกติประสบความสำเร็จ ในปัจจุบันเริ่มมีแนวโน้มใหม่ที่ครูสอนเสริมจะเข้าไปช่วยเหลือนักเรียนในชั้นปกติ ทำให้สามารถช่วยเหลือนักเรียนในสถานการณ์จริงและเป็นโอกาสที่จะทำงานร่วมกับครูปกติด้วย การให้บริการในห้องเรียนเช่นนี้ เหมาะสำหรับปัญหาการเรียนที่ไม่หนักมาก จนถึงขั้นต้องให้ความช่วยเหลืออย่างพิเศษในห้องสอนเสริม
5. ชั้นเรียนปกติกับชั้นเรียนพิเศษ นักเรียนจะลงทะเบียนเรียนในชั้นพิเศษและเข้าเรียนในชั้นปกติมากน้อยตามความเหมาะสม ครูการศึกษาพิเศษและครูปกติทำงานร่วมรับผิดชอบนักเรียนด้วยกันลักษณะการบริการทางการศึกษา คล้ายคลึงกับรูปแบบห้องสอนเสริม
6. ชั้นเรียนพิเศษในโรงเรียนปกติ นักเรียนเรียนในชั้นเรียนพิเศษและร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรและกิจกรรมทั่ว ๆ ไปของโรงเรียน
7. ชั้นเรียนพิเศษในโรงเรียนพิเศษแบบไปกลับ นักเรียนอยู่ในโรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะโดยทั่วไป เหมาะสำหรับนักเรียนที่มีระดับความพิการสูง หรือมีความพิการซ้ำซ้อน
8. บริการในโรงพยาบาลและบ้าน รูปแบบการจัดการศึกษาเช่นนี้ ใช้กับเด็กที่เจ็บป่วยเป็นเวลานาน โดยอาจจัดเป็นชั้นเรียนพิเศษในโรงพยาบาล หรือสอนตามเตียง หรือสอนที่บ้าน
9. โรงเรียนประจำ เป็นรูปแบบดั้งเดิมของการจัดการศึกษาพิเศษ เนื่องจากปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะจัดการศึกษาพิเศษในสภาพแวดล้อมที่ จำกัด น้อยที่สุด รูปแบบการจัดการศึกษาพิเศษ ประเภทนี้จึงมีแนวโน้มที่จะจัดให้แก่เด็กที่มีระดับความพิการรุนแรง หรือมีความพิการซ้อน
จุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาพิเศษ
1. เพื่อจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับเด็กพิเศษที่มีความแตกต่างกัน ใช้สูตรหรือโปรแกรมเรียนต่างกัน วางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือใช้วิธีสอนแตกต่างกัน และจัดอุปกรณ์เครื่องอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่าง ๆ ให้เพียงพอ นั่นคือ ต้องมีการพัฒนาหลักสูตร เทคนิคการสอน การตรวจสอบวินิจฉัยบุคลากรพิเศษ ครูพิเศษ วิธีการพิเศษ บริการพิเศษ และเครื่องอำนวยความสะดวกพิเศษ เพื่อสนองความต้องการที่จำเป็น ของเด็กแต่ละประเภท แต่ละระดับและ แต่ละบุคคล
2. เพื่อวางแผนการศึกษาหรือแผนการดำเนินชีวิตให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน
3. เพื่อจัดโครงการให้เด็กแต่ละคนได้มีโอกาสเรียนตามระดับความสามารถของตนเอง เท่าที่ลักษณะความเป็นไปได้ของความสามารถในการเรียนรู้ของตนเอง
4. เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่เด็ก และช่วยแก้ปัญหาทางสังคมที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการจัดการศึกษาตามปกติ
5. เพื่อให้เด็กได้มีการพัฒนาไปสู่จุดสูงสุดตามศักยภาพและความสามารถของแต่ละบุคคลและเพื่อเป็นการช่วยให้เด็กมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข
6. เพื่อปรับปรุงสถานการณ์ทางการศึกษา หรือเพื่อจัดสภาพการเรียนการสอนให้เด็กได้รับประโยชน์จากการศึกษาอย่างสูงสุด ในกรณีที่เด็กไม่สามารถได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการจัดการศึกษาในขั้นธรรมดา
7. เพื่อพัฒนาโครงการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดการศึกษาทั่วไปหรือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดการศึกษาของโรงเรียนปกติ เพื่อช่วยให้เด็กได้ปฏิบัติหน้าที่หรือมีบทบาทที่เหมาะสมในสังคมเช่นคนปกติ
8. เพื่อพัฒนาโครงการจัดการศึกษาพิเศษที่ดีคุ้มค่าการลงทุนกล่าวโดยสรุปได้ว่า การจัดการศึกษาพิเศษมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญเพื่อจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่มีความต้องการพิเศษแต่ละประเภท แต่ละคน โดยมีการวางแผนการศึกษา แผนการดำเนินชีวิตช่วยเหลือแก้ปัญหาสังคม ปฏิบัติหน้าที่ให้เหมาะสมในสังคมเช่นคนปกติ สามารถพัฒนาตนเองตามศักยภาพ มีชีวิตอย่างมีความสุข จัดโครงการศึกษา หรือจัดสภาพการเรียนให้ได้เรียนตามศักยภาพแกะความสามารถของผู้เรียน

