บทที่ 4
การจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
(Individualized Education Program: IEP)
และแผนการสอนเฉพาะบุคคล
(Individual Implementation Plan: IIP)
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 22 ได้กำหนดแนวทางในการจัดการศึกษาไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด และต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ และพัฒนาตนเองได้รวมทั้งเด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนด้วย ดังนั้น ในการจัดการศึกษาให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษ โรงเรียนและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายจำเป็นต้องหาวิธีการ รวมทั้งแนวทางในการจัดการเรียนการสอน ดังนั้น การจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลเป็นการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็น โดยกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา เพื่อให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพเพื่อการดำเนินชีวิตในอนาคตอย่างมีความสุข
ความหมายของแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล คือ แผนกำหนดแนวทางการจัดการศึกษาแก่ ผู้มีความต้องการพิเศษทุกประเภท รวมทั้งเด็กที่มีความสามารถพิเศษอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาตามเป้าหมายที่กำหนด และสามารถเรียนรู้ พัฒนาตามธรรมชาติอย่างเต็มตามศักยภาพ โดยจัดบริการสื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาที่สอดคล้อง เหมาะสมกับการเรียนรู้ และกับความต้องการจำเป็น (Special Needs) ของเด็กแต่ละคน โดยมีคณะสหวิทยาการร่วมกันจัดทำขึ้น
จุดประสงค์ของการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลมีจุดประสงค์ที่สำคัญ ๆ ดังนี้
1. เพื่อเป็นพันธะสัญญาว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษจะได้รับการพัฒนาตามที่กำหนดไว้ใน
2. เพื่อเป็นเครื่องมือในกระบวนการตรวจสอบ กระบวนการสอนให้กับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
3. เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษและเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ได้รับการพัฒนารอบด้าน
4. เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและรับผิดชอบร่วมกันในการพัฒนาตัวเด็ก
เหตุผลในการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามศักยภาพของตนเองอย่างรอบด้าน ดังนั้น ครู ผู้บริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจเหตุผลในการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ดังต่อไปนี้
1. เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งในด้านทักษะและความสามารถการสอนให้เด็กเรียนรู้ในเรื่องเดียวกัน พร้อม ๆ กันหลายคนอาจไม่ส่งผลดีในการพัฒนาตัวเด็ก และอาจจะไม่ขจัดปัญหา ทั้งนี้ เพราะการจัดการเรียนการสอนที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นและความสามารถของเด็กแต่ละคน
2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่เด็กที่มีความต้องการพิเศษ หรือเด็กที่มีความสามารถพิเศษนั้น จะเปรียบเทียบอัตราความก้าวหน้าของตัวเด็กเอง ไม่ใช่เปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมชั้น
3. กฎกระทรวงได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้คนพิการได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา พุทธศักราช 2545 โดยกำหนดให้มีการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลแก่เด็กที่มีความต้องการพิเศษ โดยมีผลบังคับใช้
4. เพื่อเป็นหลักประกันว่าได้มีการจัดบริการทางการศึกษาพิเศษ และจัดบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตามที่ระบุไว้ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลจริง
5. เพื่อเป็นแนวทางในการตรวจสอบและประเมินผลการให้บริการแก่เด็กที่วามต้องการพิเศษ
กระบวนการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP)
1. ขั้นการตรวจสอบโดย
- การประเมินโดยคณะสหวิทยาการ (Multidisciplinary Assessment)
- การประชุมเพื่อจัดทำ IEP
2. ขั้นการเรียนการสอน
- การปฏิบัติตามแผนการสอน รวมทั้งการจัดทำแผนการสอนเฉพาะบุคคล (Individual Implementation Plan: IIP)
- การติดตามและประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน จากแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล อย่างน้อยภาคการศึกษาละ 1 ครั้ง
- การปรับแผน IEP จากผลการประเมิน
3. ขั้นจัดทำสรุปรายงานประจำปีการศึกษา
- สรุปความก้าวหน้าของนักเรียนเพื่อส่งต่อข้อมูล
- ให้ข้อเสนอแนะต่อผู้ที่จะรับผิดชอบนักเรียนในปีการศึกษาถัดไป
ประโยชน์ของแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลเป็นความร่วมมือ ที่เกิดจากบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายโดยเฉพาะเด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพ ที่ประเมินค้นหาจากจุดเด่นและข้อ จำกัด ของเด็กแต่ละคน รวมทั้งการจัดการศึกษาให้เด็กแต่ละคนตามความต้องการจำเป็นที่แตกต่างกัน และตามสิทธิอันพึงได้ที่กำหนดในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ซึ่งแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลเอื้อประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ทั้งต่อตัวเด็ก ผู้ปกครอง ครูผู้สอน และสถานศึกษา ดังนี้
ประโยชน์ต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
1. ได้รับการช่วยเหลือ บำบัด ฟื้นฟูสมรรถภาพ และได้รับการศึกษาสอดคล้องกับความต้องการจำเป็นของแต่ละบุคคลอย่างเหมาะสม
2. ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาตามที่กำหนดในกฎหมายอย่างสอดคล้องกับความต้องการจำเป็นของแต่ละบุคคล
3. ได้เรียนรู้และพัฒนาเต็มตามศักยภาพของแต่ละบุคคล
ประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
1. สามารถปรึกษาและขอคำแนะนำกับผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับคนพิการแต่ละคนได้
2. มีส่วนร่วมกำหนดจุดหมาย รวมทั้งจัดทำแผนการช่วยเหลือ บำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพและจัดการศึกษาของคนพิการแต่ละคนอย่างเหมาะสม
3. สามารถขอรับสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นที่กำหนดในกฎกระทรวงให้แก่เด็กที่มีความต้องการพิเศษ
4. ได้รับรู้ เข้าใจ และสามารถมีส่วนร่วมในการฝึกและส่งเสริม การบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพและพัฒนาการศึกษาของเด็กที่มีความต้องการพอเศษได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
5. ได้มีส่วนร่วมในการประเมินผลและปรับปรุงการจัดการศึกษาอย่างเหมาะสม
ประโยชน์ต่อครูผู้สอน
1. เป็นข้อมูลในการศึกษาและวิเคราะห์ เพื่อนำไปพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมว่าจะจัดเข้าศึกษาในรูปแบบใด ระบบ และระดับใด
2. มีข้อมูลที่ชัดเจนในการวางแผนการบริหาร จัดงบประมาณและจัดการเรียนการสอน
3. รู้ขอบเขตความรับผิดชอบของตนเอง
4. สามารถนำไปจัดนำแผนการสอนเฉพาะบุคคลได้สอดคล้องกับความจำเป็นของเด็ก
5. มีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ที่ส่งเสริมการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษแต่ละคนตามความเหมาะสม
6. จัดการประเมินผล และรายงานความก้าวหน้าทางการเรียนของเด็กที่มีความต้องการพิเศษแต่ละคนได้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ
เนื้อหาสาระของแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
ในการจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล ต้องระบุชื่อสถานศึกษา ระดับและสังกัดของหน่วยงานรวมทั้งวันเริ่มต้นให้บริการ และวันสิ้นสุดให้บริการโดยที่สาระสำคัญของแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลที่ใช้เป็นแบบฟอร์มในปัจจุบัน ได้แบ่งเนื้อหาสาระสำคัญของแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลออกเป็น 8 ส่วน ดังนี้
1. ข้อมูลทั่วไป ได้แก่
1.1. ชื่อข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับตัวเด็ก เช่น ชื่อ-นามสกุล ศาสนา วันเดือนปีเกิด อายุ เลขประจำตัวประชาชน เลขประจำตัวคนพิการ ประเภทความพิการ ลักษณะความพิการ เป็นต้น
1.2. ข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัว เช่น ชื่อ-นามสกุล บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง อายุ และที่อยู่
2. ข้อมูลทางการแพทย์หรือด้านสุขภาพ เช่น ประวัติโรคประจำตัว ประวัติการใช้ยา
3. ข้อมูลด้านการศึกษา เช่น สถานศึกษา ระดับชั้นเรียน และปีที่เด็กเรียน โดยระบุว่าเด็กเคยเรียนที่ใด อาทิศูนย์การศึกษาพิเศษ โรงเรียนเฉพาะความพิการ โรงเรียนรวม เป็นต้น
4. การวางแผนการจัดการศึกษา ให้เขียนข้อมูลต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนการพัฒนาตัวเด็ก ดังนี้
4.1. ระดับความสามารถในปัจจุบัน เป็นข้อมูลเกี่ยวกับจุดเด่น จุดด้อย ความสามารถพื้นฐานหรือผมสัมฤทธิ์แต่ละทักษะ หรือวิชาการ ทักษะพื้นฐานอาชีพ ทักษะวิชาอื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งประเมินโดยผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง ครูผู้สอน ครูประจำชั้น นักวิชาชีพหรือครูที่ทำหน้าที่ในการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านต่าง ๆ หรืออาจส่งต่อไปประเมินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่สถานศึกษาไม่สามารถดำเนินการประเมินความสามารถพื้นฐานของเด็กที่มีความต้องการพิเศษได้
4.2. เป้าหมายระยะยาว 1 ปีการกำหนดเป้าหมายระยะยาวจะต้องสอดคล้องกับระดับความสามารถของเด็กในปัจจุบัน โดยไม่ควรกำหนดเกณฑ์สูงเกินไป เพราะจะทำให้เด็กไม่บรรลุเป้าหมายหรือเกณฑ์ต่ำเกินไปจะทำให้เด็กทำได้ง่าย เบื่อหน่าย ไม่สนใจ โดยปกติกำหนดไว้ 1 ปี ดังนั้น ภายในระยะเวลาของการเรียนรู้ 1 ปี จะกำหนดเป้าหมายที่เด็กที่มีความต้องการพิเศษ ควรได้รับบริการในด้านการแพทย์ การศึกษา สังคม และอาชีพ พร้อมทั้งระบุผู้รับผิดชอบ ในการจัดบริการหรือกิจกรรมการเรียนการสอน โดยมีคณะบุคคลที่จัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลต้องการให้เด็กมีทักษะ มีความสามารถมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นจากเดิมเท่าใด
4.3. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ต้องยึดเป้าหมายระยะยาวเป็นหลัก เช่นเป้าหมายระยะยาวกำหนดว่า เด็กจะสามารถใช้ทักษะกล้ามเนื้อใหญ่ได้อย่างคล่องแคล่ว ในจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมต้องกำหนดว่าการที่เด็กจะสามารถใช้ทักษะกล้ามเนื้อใหญ่ได้อย่างคล่องแคล่วนั้น เด็กจะสามารถทำอะไรได้บ้าง โดยกำหนดให้ชัดเจนที่พฤติกรรมนั้นสามารถวัดได้
4.4. เกณฑ์และวิธีประเมินผล จุดมุ่งหมายที่สำคัญของการประเมินผล คือ เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าเด็กสามารถเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่ หรือมีความก้าวหน้าไปมากน้อยเพียงใด ควรมีการวัดผลอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง หรือภาคเรียนละ 1 ครั้ง แต่อย่างไรก็ตามอาจจะประเมินผลมากกว่าตามที่กำหนดไว้ก็ได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาว่าเนื้อหาที่สอนจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ เช่นเมื่อสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยใช้วิธีการวิเคราะห์งานแล้วเสร็จภายใน 3 สัปดาห์ ก็สามารถวัดและประเมินผลได้ นอกจากนี้ต้องกำหนดว่าใช้เกณฑ์อย่างไรในการตัดสินหรือวัดความก้าวหน้า ซึ่งจะต้องกำหนดไว้ควบคู่กับวิธีวัดผล
5. ความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาตามที่กำหนดในกฎกระทรวงฯ เป็นรายการสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นของเด็กที่มีความต้องการพิเศษรวมทั้งวิธีการขอรับสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยต้องระบุให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้จัดหา ซึ่งอาจจะเป็นผู้ปกครองสถานศึกษาหรือสถานพยาบาลก็ได้ และใช้วิธีการใดซึ่งอาจจะขอรับการอุดหนุน ขอยืม หรือขอยืมเงินก็ได้ โดยมีคณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลร่วมกันพิจารณากำหนดตามเหตุผลและความจำเป็น ตัวอย่างสื่อและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก
6.คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล เป็นรายชื่อคณะกรรมการ และการลงนามกำกับไว้เป็นหลักฐาน เพื่อแสดงถึงการมีข้อตกลงร่วมกันของคณะกรรมการหรือผู้รับผิดชอบจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล และลงวันที่ไว้ด้วย
7. ความเห็นของบิดา / มารดาหรือผู้ปกครอง เป็นการลงความเห็นว่าการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลให้กับบุตรของตนในฉบับนี้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เพื่อที่จะได้ดำเนินการตามแผนที่วางไว้ต่อไป
8. ข้อมูลอื่น ๆ ที่จำเป็น
จากที่กล่าวมาข้างต้นอาจสรุปได้ว่า แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) สามารถเป็นหลักประกันได้ว่า เด็กที่มีความต้องการพิเศษจะได้รับการพัฒนาตามแผนที่กำหนดไว้ โดยสนองตามความต้องการจำเป็นของเด็กแต่ละคน ตลอดจนได้มีการระบุ สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการสอนเฉพาะบุคคล (IIP) และสิ่งที่มีความสำคัญมากที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจาก IEP นั่นก็คือ การที่มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการพัฒนาเด็กให้เป็นไปตามแผน IEP และสอดคล้องกับแผนการสอนเฉพาะบุคคล (IIP) ซึ่งหมายความว่า เด็กที่มีความต้องการพิเศษจะได้รับการพัฒนาตามธรรมชาติอย่างเต็มตามศักยภาพของเด็กมากที่สุด
สรุป
1. นักเรียนพิการทุกคนต้องมี IEP
2. พ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมในการจัดทำ IEP
3. คณะผู้จัดทำ IEP ของนักเรียนพิการแต่ละคนนั้น ควรมีจำนวนระหว่าง 5-7 คน
4. การจัดทำ IEP นั้นต้องทำตามกระบวนการ คือ
- มีการตรวจสอบ
- การประชุมจัดทำ IEP
- การสอนตาม IEP
- การติดตามและประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน
- การปรับ IEP ตามผลการประเมิน
แบบฟอร์มการจัดทำแผน IEP
บรรณานุกรม
เบญจา ชลธาร์นนท์. (2536). “การเรียนร่วมชั้นระหว่างเด็กปกติและเด็กพิเศษ” ในหนังสือ
ตัวเขียน. กรุงเทพฯ : ภาควิชาการศึกษาพิเศษ คณะครุศาสตร์สถาบันราชภัฏสวนดุสิต
_______. (2546). คู่มือการบริหารจัดการเรียนร่วมโดยใช้โครงสร้างซีท. กรุงเทพฯ : เพทายการพิมพ์.ผดุง อารยะวิญญู. (2533). การศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ. กรุงเทพฯ : กรุงธนพัฒนา
_______. (2542). การเรียนร่วมระหว่างเด็กปกติกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ. กรุงเทพฯ : แว่นแก้ว.
การศึกษาพิเศษส่วนกลาง.(2552) คู่มือการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
(Individualized Education Program: IEP). กรุงเทพฯ: ศูนย์การศึกษาพิเศษส่วนกลาง
ศรียา นิยมธรรม. (2539) “การศึกษาพิเศษและการจัดการเรียนร่วม,” ทศวรรษการจัดการเรียนร่วม
กรุงเทพฯ : สำนักงานการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร

